Author Archives: thaichemicals

ข้อพิจารณาในการเลือกใช้งานเคลือบพื้นผิวด้วยไฟเบอร์ (FRP Lining) สำหรับถังบรรจุสารเคมี

ในอุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง มักมีการใช้ถังบรรจุสารเคมีที่มีความกัดกร่อนสูง เช่น กรด ด่าง หรือสารละลายเกลือ ซึ่งอาจทำให้ถังบรรจุที่ทำจากโลหะเกิดการกัดกร่อนและเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว การเลือกใช้ FRP Lining เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยปกป้องถังบรรจุจากการกัดกร่อนและยืดอายุการใช้งานได้ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ “FRP Lining” ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารเคมีที่บรรจุในถัง คุณสมบัติของสารเคมีที่บรรจุในถังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้ “FRP Lining” ที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาทั้งความเป็นกรดหรือด่าง ความเข้มข้น อุณหภูมิ และความดันของสารเคมีในสภาวะการใช้งาน สารเคมีที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูง เช่น กรดไฮโดรคลอริกหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ อาจต้องใช้ “FRP Lining” ที่มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนสูงเป็นพิเศษ เช่น ไวนิลเอสเตอร์หรืออีพอกซี่เรซิน นอกจากนี้ อุณหภูมิและความดันของสารเคมีที่สูงก็อาจส่งผลต่อความทนทานต่อการเคลือบได้ จึงต้องเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสภาวะการใช้งานจริง นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาถึงการเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการตกผลึกของสารเคมีที่อาจเกิดขึ้นภายในถัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการยึดเกาะและความทนทานของงานเคลือบในระยะยาวได้ การเลือกวัสดุและความหนาของการเคลือบที่เหมาะสม “FRP Lining” ประกอบด้วยเรซินและเส้นใยแก้วที่ถูกขึ้นรูปให้มีความหนาและแข็งแรง เพื่อปกป้องผิวโลหะของถังจากการกัดกร่อน การเลือกชนิดของเรซินและเส้นใยให้เหมาะสมกับสารเคมีที่บรรจุในถังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เรซินที่นิยมใช้ในการเคลือบ ได้แก่ โพลีเอสเตอร์ ไวนิลเอสเตอร์ อีพอกซี่ และฟูแรน โดยเรซินแต่ละชนิดมีความต้านทานต่อสารเคมีและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน […]

“Wet Scrubber” สำหรับบำบัดอากาศเสียในโรงงานอุตสาหกรรม

ในโรงงานอุตสาหกรรม มักมีสารเคมีที่เกิดจากกระบวนการผลิต ซึ่งสารเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและชุมชนใกล้เคียงได้ “Wet Scrubber” เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่นิยมใช้ในการบำบัดอากาศเสีย จากอากาศที่ปล่อยออกจากโรงงาน โดยอาศัยหลักการทำงานจากการสัมผัสกันระหว่างอากาศเสียกับน้ำหรือสารละลายเคมี เพื่อให้ได้อากาศที่สะอาดและปลอดภัยก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ การเลือกชนิดของ “Wet Scrubber” ให้เหมาะสมกับสารเคมีที่เข้ามาในระบบ “Wet Scrubber” มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความเหมาะสมกับอากาศเสียที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ เช่น ความสามารถในการละลายน้ำ ความดันไอ และความเข้มข้น เพื่อเลือกชนิดของ Wet Scrubber ที่เหมาะสมที่สุด ดังนี้ 1. Packed Bed Scrubber – เหมาะสำหรับอากาศเสียที่มีสารมลพิษละลายน้ำได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ คีโตน กรดอินทรีย์ และไซยาไนด์ – อาศัยหลักการสัมผัสระหว่างอากาศเสียกับของเหลวที่ไหลผ่านตัวกลาง (Packing Media) เช่น Raschig Rings, Berl Saddles หรือ Pall Rings ซึ่งมีพื้นที่ผิวจำเพาะสูง ทำให้เกิดการถ่ายเทมวลของสารมลพิษจากอากาศสู่ของเหลวได้มาก – มีประสิทธิภาพการบำบัดสูง สามารถกำจัดสารมลพิษได้มากกว่า […]

การใช้ “ถังไฟเบอร์กลาส” (FRP Tank) ในการจัดเก็บสารเคมี

ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมชุบโลหะ และอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ มักมีน้ำที่มีการปนเปื้อนสารเคมี ที่มีความเป็นกรดสูงเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต การใช้ “ถังไฟเบอร์กลาส” (FRP Tank) ในการจัดเก็บที่มีความเป็นกรดสูงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหลายประการ ดังนี้ ข้อดีของการใช้ “ถังไฟเบอร์กลาส” มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสารเคมีได้ดีกว่าถังที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น คอนกรีตหรือโลหะ เนื่องจากไฟเบอร์กลาสมีความเฉื่อยทางเคมีสูง จึงสามารถทนต่อการกัดกร่อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบากว่าถังโลหะ ทำให้สามารถติดตั้งและเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่า ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา อีกทั้ง “ถังไฟเบอร์กลาส” ยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถังที่ทำจากวัสดุอื่น โดยสามารถใช้งานได้นานกว่า 20 ปี หากได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม จึงช่วยลดต้นทุนในการเปลี่ยนถังใหม่ ข้อพิจารณาในการออกแบบและเลือกใช้ “ถังไฟเบอร์กลาส” การออกแบบและเลือกใช้ “FRP Tank” ให้เหมาะสมกับสารเคมีที่จะนำมาบรรจุ ต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น ระดับความเป็นกรดของสารเคมี และพื้นที่ในการติดตั้ง สำหรับสารเคมีที่มีความเป็นกรดสูง (สามารถตรวจสอบจากตาราง Chemical Resistance) ควรเลือกใช้ “FRP Tank” ที่ผลิตจากเรซินไวนิลเอสเตอร์ เนื่องจากมีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูงกว่าเรซินทั่วไป และควรเลือกความหนาผนังของถังให้เหมาะสมกับความเข้มข้นของสารเคมี นอกจากนี้ รูปทรงและขนาดของ “ถังไฟเบอร์กลาส” […]

การบำรุงรักษาและยืดอายุการใช้งานของ “Wet Scrubber” ในระบบบำบัดอากาศเสีย

เพื่อให้ “Wet Scrubber” ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาและยืดอายุการใช้งานอย่างเหมาะสม ต่อไปนี้เป็นเทคนิคที่สำคัญในการบำรุงรักษาและใช้งาน “Wet Scrubber” ในระบบบำบัดอากาศเสีย 1. ตรวจสอบและทำความสะอาดอุปกรณ์ “Wet Scrubber” อย่างสม่ำเสมอ ควรทำความสะอาดอุปกรณ์หลักของ “Wet Scrubber” เช่น หัวฉีด ท่อ และถังเก็บของเหลว อย่างน้อยทุก 3-6 เดือน เพื่อกำจัดตะกรันและสิ่งสกปรกที่สะสม นอกจากนี้ ควรตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ประกอบ เช่น ปั๊ม วาล์ว และระบบควบคุม เป็นประจำ เพื่อให้สามารถระบุและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยป้องกันการหยุดชะงักของระบบและยืดอายุการใช้งานของ “Wet Scrubber” 2. เลือกใช้วัสดุและอะไหล่ “Wet Scrubber” ที่มีคุณภาพ เนื่องจาก “Wet Scrubber” ต้องสัมผัสกับสารเคมีและสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง จึงควรเลือกใช้วัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อนชิ้นส่วนสำคัญ เช่น สแตนเลสสตีล หรือพลาสติกทนสารเคมี นอกจากนี้ ควรใช้อะไหล่ของแท้หรืออะไหล่ที่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิต เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีคุณภาพและความเข้ากันได้กับระบบ “Wet Scrubber” การใช้อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจนำไปสู่การเสื่อมสภาพหรือความเสียหายของอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว […]

“FRP lining” และการประยุกต์ใช้ในงานเคลือบผิวและงานโครงสร้างต่างๆ

Fiber Reinforced Plastic (FRP) lining เป็นวัสดุคอมโพสิตที่ผลิตจากการผสมผสานระหว่างเรซินโพลิเมอร์และเส้นใยแก้วหรือเส้นใยอื่นๆ เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติเด่น เช่น ความแข็งแรง ความเหนียว และความต้านทานต่อสารเคมี “FRP lining” ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานเคลือบผิวและงานโครงสร้างต่างๆ เพื่อปกป้ององค์ประกอบโครงสร้างจากการกัดกร่อนและการสึกหรอ รวมถึงเพิ่มความแข็งแรงและอายุการใช้งานของโครงสร้าง องค์ประกอบและคุณสมบัติของ “FRP lining” “FRP lining” ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน ได้แก่ เรซินโพลิเมอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเนื้อวัสดุเชื่อมประสานและเส้นใยแก้วหรือเส้นใยอื่นๆ ที่ทำหน้าที่เป็นวัสดุเสริมแรง โดยเรซินโพลิเมอร์ที่นิยมใช้ในการผลิต “FRP lining” ได้แก่ อีพ็อกซี่เรซิน โพลีเอสเตอร์เรซิน และไวนิลเอสเตอร์เรซิน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เช่น ความต้านทานต่อสารเคมี ความทนทานต่อการสึกหรอ และความสามารถในการยึดเกาะที่ดี ส่วนเส้นใยแก้วที่นิยมใช้ ได้แก่ E-glass และ S-glass เนื่องจากมีความแข็งแรงและความเหนียวสูง ทนต่อการดึงยืดและการกระแทกได้ดี นอกจากนี้ยังมีการใช้เส้นใยชนิดอื่นๆ เช่น เส้นใยคาร์บอน และเส้นใยอะรามิด เพื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะด้านให้กับ “FRP lining” กระบวนการผลิตและขึ้นรูป “FRP […]

ข้อดีของการใช้ “Filter Bag” ในการกำจัดฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศ

“Filter Bag” เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกำจัดฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศที่เกิดจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี “Filter Bag” มีข้อดีหลายประการที่ทำให้เป็นทางเลือกที่นิยมใช้ในการควบคุมมลพิษทางอากาศ ดังนี้ ประสิทธิภาพในการกรองสูง “Filter Bag” มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศสูงมาก โดยสามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.1 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าขนาดของฝุ่นละอองทั่วไปที่มีขนาดประมาณ 1-100 ไมครอน “Filter Bag” สามารถกรองฝุ่นละอองและสารมลพิษได้หลากหลายชนิด เช่น ฝุ่นละอองของแข็ง ควัน ละอองน้ำมัน และไอระเหยของสารเคมี โดยมีประสิทธิภาพการกรองโดยทั่วไปอยู่ที่ 99% หรือสูงกว่า ขึ้นอยู่กับชนิดของ “Filter Bag” ที่ใช้และสภาวะการใช้งาน การบำรุงรักษาและการใช้งานง่าย “Filter Bag” มีการออกแบบที่เรียบง่ายและใช้งานได้ง่าย โดยส่วนประกอบหลักของ “Filter Bag” ได้แก่ ถุงกรอง ซึ่งทำจากวัสดุที่มีรูพรุนขนาดเล็กและมีพื้นที่ผิวสูง เพื่อดักจับฝุ่นละอองและสารมลพิษ และโครงสร้างที่ใช้ในการยึดถุงกรอง การเปลี่ยนถุงกรองเมื่อหมดอายุการใช้งานสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องหยุดระบบการผลิต นอกจากนี้ “Filter Bag” ยังมีระบบการทำความสะอาดถุงกรองอัตโนมัติ เช่น […]

วิธีการเลือก “Filter Bag” ให้เหมาะสมกับประเภทของฝุ่นและสารเคมีในกระบวนการผลิต

“Filter Bag” หรือ Bag house เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกรองฝุ่นละอองและสารมลพิษในอากาศที่เกิดจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยอาศัยหลักการของการกรองผ่านวัสดุพรุนที่มีรูพรุนขนาดเล็ก เพื่อดักจับอนุภาคของฝุ่นและสารมลพิษไว้ภายใน “Filter Bag” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบ “Filter Bag” ซึ่งการเลือก “Filter Bag” ที่เหมาะสมกับประเภทของฝุ่นและสารเคมีในกระบวนการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ระบบ “Filter Bag” มีประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน การพิจารณาขนาดของฝุ่นละออง ขนาดของฝุ่นละอองเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก “Filter Bag” ที่เหมาะสม โดยทั่วไป ฝุ่นละอองสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (0.1-1 ไมครอน) ฝุ่นละอองขนาดกลาง (1-10 ไมครอน) และฝุ่นละอองขนาดใหญ่ (มากกว่า 10 ไมครอน) ฝุ่นละอองขนาดเล็กมักเป็นฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้หรือปฏิกิริยาเคมี ในขณะที่ฝุ่นละอองขนาดใหญ่มักเกิดจากการบดย่อยหรือการขนถ่ายวัสดุ การเลือก “Filter Bag” ที่มีขนาดรูพรุนเล็กกว่าขนาดของฝุ่นละอองจะช่วยให้สามารถกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากเลือกใช้ “Filter Bag” ที่มีขนาดรูพรุนเล็กเกินไปก็อาจทำให้เกิดการอุดตันและความดันตกในระบบสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องเลือกขนาดรูพรุนที่เหมาะสมกับขนาดของฝุ่นละอองในกระบวนการผลิต การพิจารณาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของฝุ่นและสารเคมี คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของฝุ่นและสารเคมีที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือก “Filter […]

ข้อดี-ข้อเสีย ของ “Wet Scrubber”

“Wet Scrubber” เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการช่วยบำบัดอากาศเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานเคมี และโรงงานผลิตเหล็กและเหล็กกล้า โดยอาศัยหลักการดูดซับสารมลพิษด้วยของเหลวหรือสารละลาย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาก่อนการเลือกใช้งาน ข้อดีของ “Wet Scrubber” ประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษ “Wet Scrubber” มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสารมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองและอนุภาคขนาดเล็ก นอกจากนี้ “Wet Scrubber” ยังมีความสามารถในการดูดซับและกำจัดก๊าซที่ละลายน้ำได้ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ ด้วยปฏิกิริยาเคมีระหว่างก๊าซกับสารละลายที่ใช้ในการดูดซับ ทำให้สามารถกำจัดสารมลพิษได้หลากหลายชนิดในระบบเดียว การควบคุมอุณหภูมิของก๊าซ “Wet Scrubber” มีข้อดีในการควบคุมอุณหภูมิของก๊าซที่ผ่านเข้ามาในระบบ เนื่องจากของเหลวหรือสารละลายที่ใช้ในการดูดซับสามารถดูดความร้อนจากก๊าซที่มีอุณหภูมิสูงได้ ทำให้อุณหภูมิของก๊าซลดลง ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดการระเบิดหรือการลุกไหม้ของก๊าซที่ติดไฟได้ นอกจากนี้ การลดอุณหภูมิของก๊าซยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานในขั้นตอนการบำบัดอากาศขั้นต่อไปอีกด้วย ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ “Wet Scrubber” มีต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเทคโนโลยีบำบัดมลพิษทางอากาศแบบอื่นๆ เนื่องจากใช้น้ำหรือสารละลายที่มีราคาถูกเป็นตัวกลางในการดูดซับและกำจัดสารมลพิษ ซึ่งน้ำหรือสารละลายที่ใช้แล้วยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลังจากผ่านการบำบัดอย่างเหมาะสม ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนในการจัดหาน้ำหรือสารเคมีใหม่ได้ ข้อเสียของ “Wet Scrubber” การเกิดน้ำเสีย ข้อเสียที่สำคัญของ “Wet Scrubber” คือ การเกิดน้ำเสียปริมาณมากจากกระบวนการดูดซับและกำจัดสารมลพิษ ซึ่งต้องได้รับการบำบัดให้มีคุณภาพที่เหมาะสมก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น […]

การประยุกต์ใช้ “Wet Scrubber” ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้า

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญ ซึ่งปล่อยสารมลพิษหลากหลายชนิด เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ออกสู่บรรยากาศ ทำให้ “Wet Scrubber” เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสารมลพิษเหล่านี้ จึงได้รับความนิยมในการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งการประยุกต์ใช้ “Wet Scrubber” ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้า มีดังนี้ การกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนในโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินและน้ำมัน มักปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาฝนกรดและหมอกควัน “Wet Scrubber” สามารถกำจัดก๊าซเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้หลักการดูดซับด้วยสารละลายด่าง เช่น สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์หรือแคลเซียมไฮดรอกไซด์ เมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนสัมผัสกับสารละลายด่าง จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและถูกเปลี่ยนเป็นสารประกอบที่ไม่เป็นอันตราย เช่น โซเดียมซัลเฟตและแคลเซียมไนเตรต ซึ่งสามารถแยกออกจากน้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ “Wet Scrubber” ที่ใช้ในโรงไฟฟ้ามักเป็นแบบ Spray Tower Scrubber หรือ Packed Bed Scrubber ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนได้สูงถึง 90-99% การบำบัดไอระเหยของสารอินทรีย์ระเหยง่ายในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นแหล่งกำเนิดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตและการใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ VOCs เป็นสารมลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น โรคระบบทางเดินหายใจและการเกิดโอโซนในชั้นโทรโพสเฟียร์ […]

ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของ “Wet Scrubber” ในการกำจัดสารมลพิษและฝุ่นละออง

“Wet Scrubber” เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของ “Wet Scrubber” ในการกำจัดสารมลพิษและฝุ่นละอองขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยทางกายภาพ เคมี และการออกแบบและบำรุงรักษาระบบ การทำความเข้าใจและควบคุมปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ “Wet Scrubber” ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของ “Wet Scrubber” มีดังนี้ ขนาดและความหนาแน่นของหยดน้ำในระบบ “Wet Scrubber” ขนาดและความหนาแน่นของหยดน้ำในระบบ “Wet Scrubber” มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษและฝุ่นละออง หยดน้ำขนาดเล็กและมีความหนาแน่นสูงจะมีพื้นที่ผิวสัมผัสมากกว่า ทำให้สามารถดูดซับสารมลพิษและฝุ่นละอองได้ดีกว่าหยดน้ำขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นต่ำ อย่างไรก็ตาม หยดน้ำที่มีขนาดเล็กเกินไปอาจถูกพัดพาออกจากระบบได้ง่าย จึงต้องมีการควบคุมขนาดและความหนาแน่นของหยดน้ำให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม โดยปกติ หยดน้ำที่มีขนาดประมาณ 10-100 ไมครอนและมีความหนาแน่นประมาณ 1,000-10,000 หยดต่อลูกบาศก์เซนติเมตรจะให้ประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษและฝุ่นละอองที่ดี อัตราการไหลของอากาศและของเหลวภายใน “Wet Scrubber” อัตราการไหลของอากาศและของเหลวภายใน “Wet Scrubber” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษและฝุ่นละออง อัตราการไหลของอากาศที่สูงเกินไปอาจทำให้เวลาสัมผัสระหว่างอากาศและของเหลวไม่เพียงพอ ส่งผลให้การดูดซับสารมลพิษและฝุ่นละอองไม่มีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน อัตราการไหลของอากาศที่ต่ำเกินไปอาจทำให้เกิดการสะสมของสารมลพิษและฝุ่นละอองในระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการอุดตันและการกัดกร่อนของอุปกรณ์ สำหรับอัตราการไหลของของเหลว หากมีอัตราการไหลที่สูงเกินไปจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานในการสูบของเหลวและเพิ่มปริมาณน้ำเสียที่ต้องบำบัด ในขณะที่อัตราการไหลที่ต่ำเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษและฝุ่นละอองลดลง ดังนั้น จึงต้องมีการควบคุมอัตราการไหลของอากาศและของเหลวให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับชนิดและปริมาณของสารมลพิษและฝุ่นละออง คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารมลพิษและฝุ่นละออง […]